• 091-0092999, 02-0840695
  • meeenergy.contact@gmail.com
  • MEE Energy

ที่ปรึกษาจัดทำ CFO
(Carbon Footprint for Organization)

ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินงานของเราสำหรับการจัดทำ CFO
การทำงานที่เป็นระบบและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด

1

วิเคราะห์องค์กรและกำหนดขอบเขต

ขั้นตอนแรกถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการจัดทำ CFO โดยที่ปรึกษาจะร่วมมือกับทีมงานขององค์กรเพื่อดำเนินการดังนี้:

  • ประเมินกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร: ทำความเข้าใจโครงสร้างองค์กร กระบวนการผลิต การบริหารจัดการ และกิจกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ปฏิบัติงานขององค์กร
  • กำหนดขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: แยกแยะและจัดหมวดหมู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 3 ขอบเขต (Scope 1, 2, 3) ตามมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน
  • Scope 1 (Direct Emissions): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกิจกรรมขององค์กร เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงของเครื่องจักรหรือยานพาหนะขององค์กร การรั่วไหลของสารทำความเย็น และกิจกรรมในกระบวนการผลิต
  • Scope 2 (Indirect Emissions from Energy): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการซื้อพลังงานมาใช้ในองค์กร เช่น พลังงานไฟฟ้า และพลังงานความร้อนหรือไอน้ำจากภายนอก
  • Scope 3 (Other Indirect Emissions): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เช่น การเดินทางไปทำงานของพนักงาน การจัดซื้อวัตถุดิบ การขนส่งสินค้าโดยบุคคลภายนอก และการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นนอกองค์กร
2

จัดเก็บและบริหารข้อมูล

การคำนวณที่แม่นยำย่อมมาจากข้อมูลที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ ในขั้นตอนนี้ทีมที่ปรึกษาจะเข้ามาช่วยวางระบบการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ:

  • จัดทำระบบและ Template สำหรับเก็บข้อมูล: ออกแบบแบบฟอร์มและเครื่องมือการจัดเก็บข้อมูล (Data Collection Templates) ที่ใช้งานง่าย เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแผนก เพื่อป้องกันความสับสนและลดความผิดพลาดในการกรอกข้อมูล
  • รวบรวมข้อมูลอย่างครอบคลุม: ประสานงานจัดเก็บข้อมูลสำคัญอันได้แก่ ข้อมูลการใช้พลังงาน (ไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊สหุงต้ม) ข้อมูลจากกระบวนการผลิต ข้อมูลการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงข้อมูลการจัดการของเสียและขยะสะสมภายในองค์กร
  • ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล: ตรวจสอบความสมบูรณ์ ความสอดคล้อง และแหล่งที่มาของข้อมูล (เช่น ใบเสร็จค่าไฟ บันทึกการเติมน้ำมัน รายงานการผลิต) เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลทั้งหมดมีหลักฐานอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์และบัญชีอย่างถูกต้อง
3

คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO)

เมื่อได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและผ่านการตรวจสอบแล้วจะเข้าสู่กระบวนการคำนวณทางวิทยาศาสตร์:

  • คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: นำข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) มาคูณกับค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor: EF) ที่เป็นปัจจุบันและได้รับการยอมรับในระดับสากลและระดับประเทศ โดยสรุปผลรวมเป็นหน่วย ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ((tCO₂e)
  • ครอบคลุมตามมาตรฐาน ISO 14064-1: ดำเนินการคำนวณโดยอิงเกณฑ์มาตรฐาน ISO 14064-1:2018 (เวอร์ชันล่าสุด) ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดการก๊าซเรือนกระจกในระดับสากล
  • วิเคราะห์ทั้ง Direct และ Indirect Emissions: แยกแยะสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นว่าองค์กรมีการปล่อยก๊าซจากส่วนงานใดมากที่สุด
4

วิเคราะห์ผลและจัดทำรายงาน

ข้อมูลตัวเลขจากการคำนวณจะถูกนำมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้จริง:

  • แสดงผล Carbon Footprint อย่างชัดเจน: จัดทำสถิติ กราฟ และแผนภูมิเปรียบเทียบสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละมิติ เพื่อให้ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องเห็นภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว
  • ระบุแหล่งปล่อยหลัก (Emission Hotspot): วิเคราะห์เจาะลึกเพื่อค้นหา "จุดวิกฤต" หรือกิจกรรมที่เป็นต้นเหตุหลักในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซได้อย่างตรงจุด
  • จัดทำรายงาน CFO ฉบับสมบูรณ์: เรียบเรียงรายงานผลการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO Report) ตามรูปแบบมาตรฐานที่ถูกต้อง เพื่อใช้สำหรับอ้างอิงภายในองค์กร เปิดเผยต่อสาธารณะ และใช้เป็นเอกสารหลักในการยื่นขอรับรอง
5

สนับสนุนการทวนสอบและขึ้นทะเบียน

เพื่อให้ผลการคำนวณได้รับการยอมรับในระดับสากลและตลาดทุน รายงานจะต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก:

  • เตรียมเอกสารและหลักฐานประกอบ: ที่ปรึกษาจะช่วยจัดเตรียมเอกสาร หลักฐาน แหล่งที่มาของข้อมูล และบัญชีรายการก๊าซเรือนกระจก (GHG Inventory) ให้มีความพร้อมและเป็นระบบ ง่ายต่อการตรวจสอบ
  • ประสานงานกับหน่วยตรวจสอบ (Verifier): ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงาน ชี้แจงรายละเอียด และตอบข้อซักถามทางเทคนิคแก่หน่วยงานทวนสอบที่ขึ้นทะเบียนรับรอง
  • สนับสนุนการยื่นขอรับรอง: ดูแลและให้คำแนะนำในทุกขั้นตอนของการยื่นเอกสารเพื่อขอขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
6

วางแผนเพิ่มมูลค่า

การจัดทำ CFO ไม่ใช่เพียงแค่การได้ตัวเลขรายงานแล้วสิ้นสุดลง แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ:

  • วิเคราะห์แนวทางลดพลังงานและลดการปล่อย GHG: นำข้อมูล Hotspot มาพัฒนาเป็นมาตรการลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมกับองค์กร เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร การใช้พลังงานหมุนเวียน (Solar Rooftop) หรือการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
  • ต่อยอดสู่ Carbon Credit (เช่น T-VER) และ ESG: สนับสนุนการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตที่สามารถนำไปซื้อขายหรือชดเชยการปล่อยก๊าซขององค์กรได้ พร้อมทั้งนำข้อมูลไปขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและคู่ค้าในระดับสากล

รายละเอียดการประเมิน CFO

Carbon Footprint for Organization (CFO) คือ กระบวนการประเมินและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กร เพื่อคำนวณปริมาณการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร แสดงในรูป Carbon dioxide equivalent (CO₂e)

CFO เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถ:

   •  วัด (Measure)

   •  รายงาน (Report)

   •  และบริหารจัดการ (Manage)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ และเป็นมาตรฐานสากล

ในบริบทของโลกปัจจุบัน CFO ไม่ใช่แค่ “งานด้านสิ่งแวดล้อม” แต่เป็น เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Tool) ที่เชื่อมโยงกับ:

   1. ESG & Sustainability

       •  ใช้เป็นข้อมูลหลักในการจัดทำ ESG Report

       •  เพิ่มความน่าเชื่อถือกับนักลงทุน

   2. Net Zero & Decarbonization

       •  ใช้เป็น “Baseline” สำหรับวางแผนลดการปล่อย

       •  รองรับเป้าหมาย Carbon Neutral / Net Zero

   3. กฎหมายและมาตรการระหว่างประเทศ

       •  เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism)

       •  การเปิดเผยข้อมูลด้านคาร์บอน (Carbon Disclosure)

4. ความสามารถในการแข่งขัน

       •  ลูกค้าและ Supply Chain เริ่มกำหนด “Low Carbon Requirement”

การจัดทำ Carbon Footprint for Organization (CFO) จะจำแนกแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 3 ขอบเขตหลัก (Scopes) ตามกรอบมาตรฐานสากล ได้แก่ ISO 14064-1 และ GHG Protocol ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์และบริหารจัดการการปล่อยได้อย่างเป็นระบบ


Scope 1: Direct Emissions

การปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมที่องค์กรควบคุมได้

เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยตรง เช่น

       •  การเผาไหม้เชื้อเพลิงในอุปกรณ์ (Boiler, Generator, Furnace)

       •  การใช้เชื้อเพลิงในยานพาหนะขององค์กร

       •  การรั่วไหลของสารทำความเย็น (Refrigerant Leakage)

       •  กระบวนการผลิต (Process Emissions)

          📌 Scope นี้สะท้อน “ประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กร” โดยตรง


Scope 2: Energy Indirect Emissions

การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงานที่ซื้อมา

เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตพลังงานที่องค์กร “ซื้อมาใช้” แม้ไม่ได้ปล่อยโดยตรงในสถานประกอบการ เช่น

       •  การใช้ไฟฟ้าจากระบบสายส่ง (Grid Electricity)

       •  การใช้ไอน้ำ (Steam)

       •  ความร้อน (Heat)

       •  ความเย็น (Cooling)

          📌 Scope นี้มีความสำคัญต่อองค์กรที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสูง เช่น อาคาร โรงงาน และ Data Center


Scope 3: Other Indirect Emissions

การปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

เป็นการปล่อยที่ไม่ได้เกิดจากองค์กรโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม upstream และ downstream เช่น

       •  การขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ (Transportation & Distribution)

       •  การเดินทางของพนักงาน (Business Travel / Commuting)

       •  การจัดการของเสีย (Waste Management)

       •  การจัดซื้อวัตถุดิบ (Purchased Goods & Services)

       •  Supply Chain และกิจกรรมของคู่ค้า

          📌 Scope นี้มักเป็นสัดส่วนการปล่อยสูงที่สุด แต่ควบคุมได้ยากที่สุด


สรุปภาพรวม

ทั้ง 3 Scope ถือเป็นโครงสร้างหลักของการจัดทำ CFO ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถ:

       •  ระบุแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างครบถ้วน

       •  วางแผนลดการปล่อย (Decarbonization Strategy) ได้ตรงจุด

       •  รองรับการรายงานตามมาตรฐานสากล

       •  สร้างความน่าเชื่อถือด้าน ESG และความยั่งยืน

การจัดทำ CFO ต้องอ้างอิงทั้ง มาตรฐานสากล (International Standards) และ แนวทางของประเทศไทย เพื่อให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ สามารถทวนสอบ (Verification) และเทียบเคียงในระดับสากลได้


🌐 International Standards (มาตรฐานสากล)

1. ISO 14064-1

บทบาท: มาตรฐานหลัก (Core Standard)

       •  เป็นมาตรฐานสากลสำหรับ

           ➤  การคำนวณ (Quantification)

             การจัดทำบัญชี (GHG Inventory)

           ➤  การรายงาน (Reporting)

       •  กำหนดโครงสร้างสำคัญ เช่น

           ➤  Organizational Boundary

           ➤  Operational Boundary (Scope 1, 2, 3)

           ➤  หลักการ เช่น Transparency, Accuracy, Consistency

*** ใช้เป็น “Framework หลัก” ในการจัดทำ CFO ระดับองค์กร


2. GHG Protocol

บทบาท: Methodology & Practical Guideline

       •  พัฒนาโดย World Resources Institute และ World Business Council for Sustainable Development

       •  เป็น Framework ที่ใช้มากที่สุดในโลก

       •  ให้รายละเอียดเชิงปฏิบัติ เช่น

           ➤  วิธีคำนวณ Scope 1, 2, 3

           ➤  Emission Factors

           ➤  การจัดหมวดหมู่กิจกรรม

*** จุดเด่น: “ลงลึกวิธีคำนวณจริง” มากกว่า ISO


3. ISO 14069

บทบาท: Guideline เสริม ISO 14064-1

       •  เป็นแนวทางเพิ่มเติม (Guidance) สำหรับ

           ➤  การประยุกต์ใช้ ISO 14064-1

           ➤  การคำนวณ Scope ต่าง ๆ อย่างละเอียด

       •  ช่วยให้การตีความ ISO 14064-1 ชัดเจนขึ้น

*** ใช้ควบคู่กับ ISO 14064-1 เพื่อเพิ่มความแม่นยำ


🇹🇭 Thailand Standard (มาตรฐานประเทศไทย)

4. แนวทางของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)

บทบาท: National Guideline

       •  กำหนดรูปแบบการจัดทำ CFO สำหรับประเทศไทย

       •  อ้างอิง ISO + GHG Protocol แต่ปรับให้เหมาะกับบริบทไทย

       •  กำหนด:

           ➤  Emission Factor ของประเทศไทย

           ➤  รูปแบบรายงาน

           ➤  ข้อกำหนดการทวนสอบ

*** เป็น “มาตรฐานภาคบังคับในทางปฏิบัติ” สำหรับองค์กรไทย


5. Thailand CFO Scheme

บทบาท: Certification / Verification System

       •  ระบบรับรอง CFO ของประเทศไทย

       •  ใช้สำหรับ:

           ➤  การขึ้นทะเบียน CFO

           ➤  การทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอก

       •  ทำให้ข้อมูล CFO:

           ➤  น่าเชื่อถือ

           ➤  ใช้ใน ESG / Carbon Market ได้

*** เป็น “ระบบรับรอง” ไม่ใช่มาตรฐานคำนวณ

1. กำหนดขอบเขตองค์กร (Boundary Setting)

เป็นขั้นตอนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด เพราะมีผลต่อ “ความครบถ้วนและความเปรียบเทียบได้” ของข้อมูล

🔹 Organizational Boundary

กำหนดขอบเขตองค์กรตามแนวทาง:

      ➤ Equity Share Approach → คิดตามสัดส่วนการถือหุ้น

      ➤ Control Approach

           ○ Financial Control

           ○ Operational Control (นิยมใช้มากที่สุด)

🔹 Operational Boundary

จัดกลุ่มการปล่อยตามมาตรฐาน GHG Protocol:

      ➤ Scope 1: Direct Emissions

      ➤ Scope 2: Indirect Energy Emissions

      ➤ Scope 3: Other Indirect Emissions

🔹 Base Year Selection

      ➤ กำหนด “ปีฐาน (Base Year)” สำหรับใช้เปรียบเทียบการลด GHG ในอนาคต

      ➤ ต้องมีข้อมูลครบและมีความน่าเชื่อถือ


2. การระบุแหล่งกำเนิด (Emission Source Identification)

ทำการ Mapping แหล่งกำเนิดทั้งหมดใน Value Chain

🔹 ตัวอย่างแหล่งกำเนิด

      ➤ Energy Use (ไฟฟ้า / ไอน้ำ)

      ➤ Fuel Combustion (Boiler, Generator)

      ➤ Process Emission (Chemical reaction)

      ➤ Waste & Wastewater

      ➤ Transportation (Logistics / Fleet)

👉 เทคนิคสำคัญ: ใช้ Process Flow Diagram (PFD) หรือ Asset Register เพื่อไม่ให้ตกหล่น


3. การเก็บข้อมูล (Activity Data Collection)

เป็นขั้นตอนที่กำหนด “คุณภาพของผลลัพธ์”

🔹 ประเภทข้อมูล

      ➤ kWh → ไฟฟ้า

      ➤ Liter / Nm³ → เชื้อเพลิง

      ➤ kg / ton → ของเสีย

      ➤ km / ton-km → การขนส่ง

🔹 Data Quality Consideration

      ➤ Completeness

      ➤ Consistency

      ➤ Accuracy

      ➤ Transparency

👉 ในเชิงวิชาชีพ มักจัดทำ Data Management Plan (DMP)


4. การคำนวณ (GHG Quantification)

ใช้หลักการตาม Intergovernmental Panel on Climate Change และมาตรฐานสากล

🔹 สูตรหลัก

Emission =

🔹 แหล่ง Emission Factor

      ○ IPCC

      ○ Thailand Greenhouse Gas Management Organization

      ○ DEFRA

      ○ International Energy Agency

👉 Best Practice: ใช้ค่า EF “เฉพาะประเทศ (Country-specific)” ก่อนค่า Default


5. การวิเคราะห์ (Analysis)

เปลี่ยน “ข้อมูล” ให้เป็น “Insight เชิงกลยุทธ์”

🔹 เครื่องมือวิเคราะห์

      ➤ Hotspot Analysis → หาจุดปล่อยสูงสุด

      ➤ Carbon Intensity → tCO₂e / unit output

      ➤ Trend Analysis → เปรียบเทียบปีฐาน

      ➤ Benchmarking → เทียบกับอุตสาหกรรม

👉 ใช้ผลลัพธ์เพื่อกำหนด “Decarbonization Strategy”


6. การจัดทำรายงาน (Reporting)

อ้างอิงมาตรฐาน ISO 14064-1

🔹 องค์ประกอบหลักของรายงาน

      ➤ Organizational & Operational Boundary

      ➤ Methodology & Calculation Approach

      ➤ Emission Results (Scope 1, 2, 3)

      ➤ Assumptions & Limitations

      ➤ Uncertainty Assessment

👉 รายงานต้อง “Audit Trail ได้” (ตรวจย้อนกลับได้)


7. การทวนสอบ (Verification)

เพื่อเพิ่ม “Credibility” และ “Stakeholder Trust”

🔹 แนวทาง

      ➤ Third-party verification

      ➤ ตามมาตรฐาน ISO 14065

            ระดับการทวนสอบ:

            ○ Limited Assurance

            ○ Reasonable Assurance

CFO คือ “จุดเริ่มต้น” ของการบริหารคาร์บอนในองค์กร
องค์กรที่ทำ CFO จะสามารถ:

   ✅  รู้ปริมาณการปล่อยอย่างแม่นยำ

   ✅  วางแผนลดต้นทุนพลังงาน

   ✅  สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ

   ✅  และก้าวสู่ Net Zero อย่างเป็นระบบ

X