• 091-0092999, 02-0840695
  • meeenergy.contact@gmail.com
  • MEE Energy

ที่ปรึกษาจัดทำ CFO (Carbon Footprint for Organization)

CFO คืออะไร

Carbon Footprint for Organization (CFO) คือ กระบวนการประเมินและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กร เพื่อคำนวณปริมาณการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร แสดงในรูป Carbon dioxide equivalent (CO₂e)

CFO เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถ:

   • วัด (Measure)

   • รายงาน (Report)

   • และบริหารจัดการ (Manage)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ และเป็นมาตรฐานสากล

ความสำคัญของ CFO ต่อองค์กร

ในบริบทของโลกปัจจุบัน CFO ไม่ใช่แค่ “งานด้านสิ่งแวดล้อม” แต่เป็น เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Tool) ที่เชื่อมโยงกับ:

   1. ESG & Sustainability

       • ใช้เป็นข้อมูลหลักในการจัดทำ ESG Report

       • เพิ่มความน่าเชื่อถือกับนักลงทุน

   2. Net Zero & Decarbonization

       • ใช้เป็น “Baseline” สำหรับวางแผนลดการปล่อย

       • รองรับเป้าหมาย Carbon Neutral / Net Zero

   3. กฎหมายและมาตรการระหว่างประเทศ

       • เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism)

       • การเปิดเผยข้อมูลด้านคาร์บอน (Carbon Disclosure)

4. ความสามารถในการแข่งขัน

       • ลูกค้าและ Supply Chain เริ่มกำหนด “Low Carbon Requirement”

ขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Scope)

การจัดทำ Carbon Footprint for Organization (CFO) จะจำแนกแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 3 ขอบเขตหลัก (Scopes) ตามกรอบมาตรฐานสากล ได้แก่ ISO 14064-1 และ GHG Protocol ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์และบริหารจัดการการปล่อยได้อย่างเป็นระบบ


Scope 1: Direct Emissions

การปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมที่องค์กรควบคุมได้

เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยตรง เช่น

       • การเผาไหม้เชื้อเพลิงในอุปกรณ์ (Boiler, Generator, Furnace)

       • การใช้เชื้อเพลิงในยานพาหนะขององค์กร

       • การรั่วไหลของสารทำความเย็น (Refrigerant Leakage)

       • กระบวนการผลิต (Process Emissions)

          📌 Scope นี้สะท้อน “ประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กร” โดยตรง


Scope 2: Energy Indirect Emissions

การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงานที่ซื้อมา

เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตพลังงานที่องค์กร “ซื้อมาใช้” แม้ไม่ได้ปล่อยโดยตรงในสถานประกอบการ เช่น

       • การใช้ไฟฟ้าจากระบบสายส่ง (Grid Electricity)

       • การใช้ไอน้ำ (Steam)

       • ความร้อน (Heat)

       • ความเย็น (Cooling)

          📌 Scope นี้มีความสำคัญต่อองค์กรที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสูง เช่น อาคาร โรงงาน และ Data Center


Scope 3: Other Indirect Emissions

การปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

เป็นการปล่อยที่ไม่ได้เกิดจากองค์กรโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม upstream และ downstream เช่น

       • การขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ (Transportation & Distribution)

       • การเดินทางของพนักงาน (Business Travel / Commuting)

       • การจัดการของเสีย (Waste Management)

       • การจัดซื้อวัตถุดิบ (Purchased Goods & Services)

       • Supply Chain และกิจกรรมของคู่ค้า

          📌 Scope นี้มักเป็นสัดส่วนการปล่อยสูงที่สุด แต่ควบคุมได้ยากที่สุด


สรุปภาพรวม

ทั้ง 3 Scope ถือเป็นโครงสร้างหลักของการจัดทำ CFO ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถ:

       • ระบุแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างครบถ้วน

       • วางแผนลดการปล่อย (Decarbonization Strategy) ได้ตรงจุด

       • รองรับการรายงานตามมาตรฐานสากล

       • สร้างความน่าเชื่อถือด้าน ESG และความยั่งยืน

มาตรฐานที่ใช้ในการจัดทำ CFO (Carbon Footprint for Organization)

การจัดทำ CFO ต้องอ้างอิงทั้ง มาตรฐานสากล (International Standards) และ แนวทางของประเทศไทย เพื่อให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ สามารถทวนสอบ (Verification) และเทียบเคียงในระดับสากลได้


🌐 International Standards (มาตรฐานสากล)

1. ISO 14064-1

บทบาท: มาตรฐานหลัก (Core Standard)

       • เป็นมาตรฐานสากลสำหรับ

          ➤ การคำนวณ (Quantification)

          การจัดทำบัญชี (GHG Inventory)

          ➤ การรายงาน (Reporting)

       • กำหนดโครงสร้างสำคัญ เช่น

          ➤ Organizational Boundary

          ➤ Operational Boundary (Scope 1, 2, 3)

          ➤ หลักการ เช่น Transparency, Accuracy, Consistency

*** ใช้เป็น “Framework หลัก” ในการจัดทำ CFO ระดับองค์กร


2. GHG Protocol

บทบาท: Methodology & Practical Guideline

       • พัฒนาโดย World Resources Institute และ World Business Council for Sustainable Development

       • เป็น Framework ที่ใช้มากที่สุดในโลก

       • ให้รายละเอียดเชิงปฏิบัติ เช่น

          ➤ วิธีคำนวณ Scope 1, 2, 3

          ➤ Emission Factors

          ➤ การจัดหมวดหมู่กิจกรรม

*** จุดเด่น: “ลงลึกวิธีคำนวณจริง” มากกว่า ISO


3. ISO 14069

บทบาท: Guideline เสริม ISO 14064-1

       • เป็นแนวทางเพิ่มเติม (Guidance) สำหรับ

          ➤ การประยุกต์ใช้ ISO 14064-1

          ➤ การคำนวณ Scope ต่าง ๆ อย่างละเอียด

       • ช่วยให้การตีความ ISO 14064-1 ชัดเจนขึ้น

*** ใช้ควบคู่กับ ISO 14064-1 เพื่อเพิ่มความแม่นยำ


🇹🇭 Thailand Standard (มาตรฐานประเทศไทย)

4. แนวทางของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)

บทบาท: National Guideline

       • กำหนดรูปแบบการจัดทำ CFO สำหรับประเทศไทย

       • อ้างอิง ISO + GHG Protocol แต่ปรับให้เหมาะกับบริบทไทย

       • กำหนด:

          ➤ Emission Factor ของประเทศไทย

          ➤ รูปแบบรายงาน

          ➤ ข้อกำหนดการทวนสอบ

*** เป็น “มาตรฐานภาคบังคับในทางปฏิบัติ” สำหรับองค์กรไทย


5. Thailand CFO Scheme

บทบาท: Certification / Verification System

       • ระบบรับรอง CFO ของประเทศไทย

       • ใช้สำหรับ:

          ➤ การขึ้นทะเบียน CFO

          ➤ การทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอก

       • ทำให้ข้อมูล CFO:

          ➤ น่าเชื่อถือ

          ➤ ใช้ใน ESG / Carbon Market ได้

*** เป็น “ระบบรับรอง” ไม่ใช่มาตรฐานคำนวณ

ขั้นตอนการจัดทำ CFO (Detailed Workflow)

1. กำหนดขอบเขตองค์กร (Boundary Setting)

เป็นขั้นตอนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด เพราะมีผลต่อ “ความครบถ้วนและความเปรียบเทียบได้” ของข้อมูล

🔹 Organizational Boundary

กำหนดขอบเขตองค์กรตามแนวทาง:

      ➤ Equity Share Approach → คิดตามสัดส่วนการถือหุ้น

      ➤ Control Approach

           ○ Financial Control

           ○ Operational Control (นิยมใช้มากที่สุด)

🔹 Operational Boundary

จัดกลุ่มการปล่อยตามมาตรฐาน GHG Protocol:

      ➤ Scope 1: Direct Emissions

      ➤ Scope 2: Indirect Energy Emissions

      ➤ Scope 3: Other Indirect Emissions

🔹 Base Year Selection

      ➤ กำหนด “ปีฐาน (Base Year)” สำหรับใช้เปรียบเทียบการลด GHG ในอนาคต

      ➤ ต้องมีข้อมูลครบและมีความน่าเชื่อถือ


2. การระบุแหล่งกำเนิด (Emission Source Identification)

ทำการ Mapping แหล่งกำเนิดทั้งหมดใน Value Chain

🔹 ตัวอย่างแหล่งกำเนิด

      ➤ Energy Use (ไฟฟ้า / ไอน้ำ)

      ➤ Fuel Combustion (Boiler, Generator)

      ➤ Process Emission (Chemical reaction)

      ➤ Waste & Wastewater

      ➤ Transportation (Logistics / Fleet)

👉 เทคนิคสำคัญ: ใช้ Process Flow Diagram (PFD) หรือ Asset Register เพื่อไม่ให้ตกหล่น


3. การเก็บข้อมูล (Activity Data Collection)

เป็นขั้นตอนที่กำหนด “คุณภาพของผลลัพธ์”

🔹 ประเภทข้อมูล

      ➤ kWh → ไฟฟ้า

      ➤ Liter / Nm³ → เชื้อเพลิง

      ➤ kg / ton → ของเสีย

      ➤ km / ton-km → การขนส่ง

🔹 Data Quality Consideration

      ➤ Completeness

      ➤ Consistency

      ➤ Accuracy

      ➤ Transparency

👉 ในเชิงวิชาชีพ มักจัดทำ Data Management Plan (DMP)


4. การคำนวณ (GHG Quantification)

ใช้หลักการตาม Intergovernmental Panel on Climate Change และมาตรฐานสากล

🔹 สูตรหลัก

Emission =

🔹 แหล่ง Emission Factor

      ○ IPCC

      ○ Thailand Greenhouse Gas Management Organization

      ○ DEFRA

      ○ International Energy Agency

👉 Best Practice: ใช้ค่า EF “เฉพาะประเทศ (Country-specific)” ก่อนค่า Default


5. การวิเคราะห์ (Analysis)

เปลี่ยน “ข้อมูล” ให้เป็น “Insight เชิงกลยุทธ์”

🔹 เครื่องมือวิเคราะห์

      ➤ Hotspot Analysis → หาจุดปล่อยสูงสุด

      ➤ Carbon Intensity → tCO₂e / unit output

      ➤ Trend Analysis → เปรียบเทียบปีฐาน

      ➤ Benchmarking → เทียบกับอุตสาหกรรม

👉 ใช้ผลลัพธ์เพื่อกำหนด “Decarbonization Strategy”


6. การจัดทำรายงาน (Reporting)

อ้างอิงมาตรฐาน ISO 14064-1

🔹 องค์ประกอบหลักของรายงาน

      ➤ Organizational & Operational Boundary

      ➤ Methodology & Calculation Approach

      ➤ Emission Results (Scope 1, 2, 3)

      ➤ Assumptions & Limitations

      ➤ Uncertainty Assessment

👉 รายงานต้อง “Audit Trail ได้” (ตรวจย้อนกลับได้)


7. การทวนสอบ (Verification)

เพื่อเพิ่ม “Credibility” และ “Stakeholder Trust”

🔹 แนวทาง

      ➤ Third-party verification

      ➤ ตามมาตรฐาน ISO 14065

            ระดับการทวนสอบ:

            ○ Limited Assurance

            ○ Reasonable Assurance

X