Carbon Footprint for Organization (CFO) คือ กระบวนการประเมินและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กร เพื่อคำนวณปริมาณการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร แสดงในรูป Carbon dioxide equivalent (CO₂e)
CFO เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถ:
• วัด (Measure)
• รายงาน (Report)
• และบริหารจัดการ (Manage)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ และเป็นมาตรฐานสากล
ในบริบทของโลกปัจจุบัน CFO ไม่ใช่แค่ “งานด้านสิ่งแวดล้อม” แต่เป็น เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Tool) ที่เชื่อมโยงกับ:
1. ESG & Sustainability
• ใช้เป็นข้อมูลหลักในการจัดทำ ESG Report
• เพิ่มความน่าเชื่อถือกับนักลงทุน
2. Net Zero & Decarbonization
• ใช้เป็น “Baseline” สำหรับวางแผนลดการปล่อย
• รองรับเป้าหมาย Carbon Neutral / Net Zero
3. กฎหมายและมาตรการระหว่างประเทศ
• เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism)
• การเปิดเผยข้อมูลด้านคาร์บอน (Carbon Disclosure)
4. ความสามารถในการแข่งขัน
• ลูกค้าและ Supply Chain เริ่มกำหนด “Low Carbon Requirement”
การจัดทำ Carbon Footprint for Organization (CFO) จะจำแนกแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 3 ขอบเขตหลัก (Scopes) ตามกรอบมาตรฐานสากล ได้แก่ ISO 14064-1 และ GHG Protocol ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์และบริหารจัดการการปล่อยได้อย่างเป็นระบบ
Scope 1: Direct Emissions
การปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมที่องค์กรควบคุมได้
เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยตรง เช่น
• การเผาไหม้เชื้อเพลิงในอุปกรณ์ (Boiler, Generator, Furnace)
• การใช้เชื้อเพลิงในยานพาหนะขององค์กร
• การรั่วไหลของสารทำความเย็น (Refrigerant Leakage)
• กระบวนการผลิต (Process Emissions)
📌 Scope นี้สะท้อน “ประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กร” โดยตรง
Scope 2: Energy Indirect Emissions
การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงานที่ซื้อมา
เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตพลังงานที่องค์กร “ซื้อมาใช้” แม้ไม่ได้ปล่อยโดยตรงในสถานประกอบการ เช่น
• การใช้ไฟฟ้าจากระบบสายส่ง (Grid Electricity)
• การใช้ไอน้ำ (Steam)
• ความร้อน (Heat)
• ความเย็น (Cooling)
📌 Scope นี้มีความสำคัญต่อองค์กรที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสูง เช่น อาคาร โรงงาน และ Data Center
Scope 3: Other Indirect Emissions
การปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
เป็นการปล่อยที่ไม่ได้เกิดจากองค์กรโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม upstream และ downstream เช่น
• การขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ (Transportation & Distribution)
• การเดินทางของพนักงาน (Business Travel / Commuting)
• การจัดการของเสีย (Waste Management)
• การจัดซื้อวัตถุดิบ (Purchased Goods & Services)
• Supply Chain และกิจกรรมของคู่ค้า
📌 Scope นี้มักเป็นสัดส่วนการปล่อยสูงที่สุด แต่ควบคุมได้ยากที่สุด
สรุปภาพรวม
ทั้ง 3 Scope ถือเป็นโครงสร้างหลักของการจัดทำ CFO ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถ:
• ระบุแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างครบถ้วน
• วางแผนลดการปล่อย (Decarbonization Strategy) ได้ตรงจุด
• รองรับการรายงานตามมาตรฐานสากล
• สร้างความน่าเชื่อถือด้าน ESG และความยั่งยืน
การจัดทำ CFO ต้องอ้างอิงทั้ง มาตรฐานสากล (International Standards) และ แนวทางของประเทศไทย เพื่อให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ สามารถทวนสอบ (Verification) และเทียบเคียงในระดับสากลได้
🌐 International Standards (มาตรฐานสากล)
1. ISO 14064-1
บทบาท: มาตรฐานหลัก (Core Standard)
• เป็นมาตรฐานสากลสำหรับ
➤ การคำนวณ (Quantification)
➤ การจัดทำบัญชี (GHG Inventory)
➤ การรายงาน (Reporting)
• กำหนดโครงสร้างสำคัญ เช่น
➤ Organizational Boundary
➤ Operational Boundary (Scope 1, 2, 3)
➤ หลักการ เช่น Transparency, Accuracy, Consistency
*** ใช้เป็น “Framework หลัก” ในการจัดทำ CFO ระดับองค์กร
2. GHG Protocol
บทบาท: Methodology & Practical Guideline
• พัฒนาโดย World Resources Institute และ World Business Council for Sustainable Development
• เป็น Framework ที่ใช้มากที่สุดในโลก
• ให้รายละเอียดเชิงปฏิบัติ เช่น
➤ วิธีคำนวณ Scope 1, 2, 3
➤ Emission Factors
➤ การจัดหมวดหมู่กิจกรรม
*** จุดเด่น: “ลงลึกวิธีคำนวณจริง” มากกว่า ISO
3. ISO 14069
บทบาท: Guideline เสริม ISO 14064-1
• เป็นแนวทางเพิ่มเติม (Guidance) สำหรับ
➤ การประยุกต์ใช้ ISO 14064-1
➤ การคำนวณ Scope ต่าง ๆ อย่างละเอียด
• ช่วยให้การตีความ ISO 14064-1 ชัดเจนขึ้น
*** ใช้ควบคู่กับ ISO 14064-1 เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
🇹🇭 Thailand Standard (มาตรฐานประเทศไทย)
4. แนวทางของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)
บทบาท: National Guideline
• กำหนดรูปแบบการจัดทำ CFO สำหรับประเทศไทย
• อ้างอิง ISO + GHG Protocol แต่ปรับให้เหมาะกับบริบทไทย
• กำหนด:
➤ Emission Factor ของประเทศไทย
➤ รูปแบบรายงาน
➤ ข้อกำหนดการทวนสอบ
*** เป็น “มาตรฐานภาคบังคับในทางปฏิบัติ” สำหรับองค์กรไทย
5. Thailand CFO Scheme
บทบาท: Certification / Verification System
• ระบบรับรอง CFO ของประเทศไทย
• ใช้สำหรับ:
➤ การขึ้นทะเบียน CFO
➤ การทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอก
• ทำให้ข้อมูล CFO:
➤ น่าเชื่อถือ
➤ ใช้ใน ESG / Carbon Market ได้
*** เป็น “ระบบรับรอง” ไม่ใช่มาตรฐานคำนวณ
1. กำหนดขอบเขตองค์กร (Boundary Setting)
เป็นขั้นตอนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด เพราะมีผลต่อ “ความครบถ้วนและความเปรียบเทียบได้” ของข้อมูล
🔹 Organizational Boundary
กำหนดขอบเขตองค์กรตามแนวทาง:
➤ Equity Share Approach → คิดตามสัดส่วนการถือหุ้น
➤ Control Approach
○ Financial Control
○ Operational Control (นิยมใช้มากที่สุด)
🔹 Operational Boundary
จัดกลุ่มการปล่อยตามมาตรฐาน GHG Protocol:
➤ Scope 1: Direct Emissions
➤ Scope 2: Indirect Energy Emissions
➤ Scope 3: Other Indirect Emissions
🔹 Base Year Selection
➤ กำหนด “ปีฐาน (Base Year)” สำหรับใช้เปรียบเทียบการลด GHG ในอนาคต
➤ ต้องมีข้อมูลครบและมีความน่าเชื่อถือ
2. การระบุแหล่งกำเนิด (Emission Source Identification)
ทำการ Mapping แหล่งกำเนิดทั้งหมดใน Value Chain
🔹 ตัวอย่างแหล่งกำเนิด
➤ Energy Use (ไฟฟ้า / ไอน้ำ)
➤ Fuel Combustion (Boiler, Generator)
➤ Process Emission (Chemical reaction)
➤ Waste & Wastewater
➤ Transportation (Logistics / Fleet)
👉 เทคนิคสำคัญ: ใช้ Process Flow Diagram (PFD) หรือ Asset Register เพื่อไม่ให้ตกหล่น
3. การเก็บข้อมูล (Activity Data Collection)
เป็นขั้นตอนที่กำหนด “คุณภาพของผลลัพธ์”
🔹 ประเภทข้อมูล
➤ kWh → ไฟฟ้า
➤ Liter / Nm³ → เชื้อเพลิง
➤ kg / ton → ของเสีย
➤ km / ton-km → การขนส่ง
🔹 Data Quality Consideration
➤ Completeness
➤ Consistency
➤ Accuracy
➤ Transparency
👉 ในเชิงวิชาชีพ มักจัดทำ Data Management Plan (DMP)
4. การคำนวณ (GHG Quantification)
ใช้หลักการตาม Intergovernmental Panel on Climate Change และมาตรฐานสากล
🔹 สูตรหลัก
Emission = Activity Data × Emission Factor
🔹 แหล่ง Emission Factor
○ IPCC
○ Thailand Greenhouse Gas Management Organization
○ DEFRA
○ International Energy Agency
👉 Best Practice: ใช้ค่า EF “เฉพาะประเทศ (Country-specific)” ก่อนค่า Default
5. การวิเคราะห์ (Analysis)
เปลี่ยน “ข้อมูล” ให้เป็น “Insight เชิงกลยุทธ์”
🔹 เครื่องมือวิเคราะห์
➤ Hotspot Analysis → หาจุดปล่อยสูงสุด
➤ Carbon Intensity → tCO₂e / unit output
➤ Trend Analysis → เปรียบเทียบปีฐาน
➤ Benchmarking → เทียบกับอุตสาหกรรม
👉 ใช้ผลลัพธ์เพื่อกำหนด “Decarbonization Strategy”
6. การจัดทำรายงาน (Reporting)
อ้างอิงมาตรฐาน ISO 14064-1
🔹 องค์ประกอบหลักของรายงาน
➤ Organizational & Operational Boundary
➤ Methodology & Calculation Approach
➤ Emission Results (Scope 1, 2, 3)
➤ Assumptions & Limitations
➤ Uncertainty Assessment
👉 รายงานต้อง “Audit Trail ได้” (ตรวจย้อนกลับได้)
7. การทวนสอบ (Verification)
เพื่อเพิ่ม “Credibility” และ “Stakeholder Trust”
🔹 แนวทาง
➤ Third-party verification
➤ ตามมาตรฐาน ISO 14065
ระดับการทวนสอบ:
○ Limited Assurance
○ Reasonable Assurance
CFO คือ “จุดเริ่มต้น” ของการบริหารคาร์บอนในองค์กร
องค์กรที่ทำ CFO จะสามารถ:
✅ รู้ปริมาณการปล่อยอย่างแม่นยำ
✅ วางแผนลดต้นทุนพลังงาน
✅ สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ
✅ และก้าวสู่ Net Zero อย่างเป็นระบบ